Back to Blog
SME & Business

กลยุทธ์ Multi-Platform 2026: ขายสินค้าหลายช่องทางให้ปัง

16 min read
Share:
กลยุทธ์ Multi-Platform 2026: ขายสินค้าหลายช่องทางให้ปัง

ทำไมขายหลายแพลตฟอร์มถึงจำเป็น? ตลาด E-commerce ไทยปี 2025 มีมูลค่ากว่า1 ล้านล้านบาท - แต่ลูกค้าของคุณกระจายอยู่ใน Shopee, Lazada, TikTok Shop และอีกหลายช่องทางถ้าขายแค่ที่เดียว คุณกำลังพลาดโอกาสครึ่งหนึ่ง! 😮

วันนี้เราจะพาคุณไขความลับ กลยุทธ์ Multi-Platform 2025 ที่จะช่วยให้คุณขายสินค้าหลายช่องทางได้อย่างปัง โดยไม่ต้องปวดหัวเรื่องสต็อก ราคา หรือคอนเทนต์ แต่ละแพลตฟอร์ม มาเริ่มกันเลย!

Multi-platform e-commerce strategy: Dashboard showing sales across Shopee, Lazada, and TikTok Shop with unified inventory management

ขายหลายช่องทางให้ปัง ด้วยกลยุทธ์ Multi-Platform ที่ถูกวิธี

ภาพรวมตลาด E-commerce ไทย 2025

ทำไมต้องขายหลายช่องทาง? ตัวเลขบอกความจริง

ตลาดรวม
1 ล้านล้าน

มูลค่าตลาด E-commerce ไทย 2025

เติบโต 12-15% ต่อปี ด้วยแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่เข้ามา

Market Share
Shopee35-40%
Lazada25-30%
TikTok Shop15-20%

ส่วนที่เหลือกระจายใน LINE Shopping, Social Commerce อื่นๆ

พฤติกรรมผู้ซื้อ
73%

ของผู้ซื้อออนไลน์ไทย

ใช้มากกว่า 2 แพลตฟอร์ม ในการช้อปปิ้ง เพื่อเปรียบเทียบราคาและโปรโมชั่น

สรุปง่ายๆ คือ: ถ้าคุณขายแค่แพลตฟอร์มเดียว คุณกำลังเสียโอกาสเข้าถึงลูกค้ามากกว่า 60-70% ที่อาจจะกลายเป็นลูกค้าของคู่แข่งไปแทน!

Shopee vs Lazada vs TikTok Shop: เลือกอย่างไรให้เหมาะกับสินค้า

แต่ละแพลตฟอร์มมีจุดแข็งต่างกัน รู้ไว้ขายปัง!

Shopee - ราชาของ Flash Sale และ Gamification

จุดแข็ง:

  • Traffic สูงสุดในไทย - ผู้ใช้งานมากที่สุด โดยเฉพาะวัยรุ่น Gen Z
  • โปรโมชั่นเยอะ - 9.9, 10.10, 11.11, 12.12 และ Flash Sale ทุกวัน
  • ฟรีส่งง่าย - เหมาะกับสินค้าราคาไม่สูง ส่งฟรีเริ่ม 0 บาท
  • Shopee Live - ฟีเจอร์ไลฟ์ที่ดีที่สุด มีคนดูเยอะ

เหมาะกับ:

  • สินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า รองเท้า
  • เครื่องสำอาง ของใช้ส่วนตัว
  • สินค้าราคาถูก-ปานกลาง (50-1,500 บาท)
  • ร้านที่ต้องการ Traffic เยอะเพื่อสร้างยอดขาย

ข้อควรระวัง:

  • การแข่งขันสูง - ลูกค้าเปรียบเทียบราคาง่าย
  • ต้องลงโปรโมชั่นบ่อย ถึงจะขายดี
  • Commission 2-5% + ค่าบริการเพิ่มเติม

Lazada - แพลตฟอร์มสำหรับสินค้าคุณภาพและ Premium

จุดแข็ง:

  • ลูกค้าซื้อของแพง - กำลังซื้อสูงกว่า เหมาะสินค้า Premium
  • LazMall (Official Store) - ให้ความน่าเชื่อถือกับแบรนด์
  • Logistics ดี - มีคลังสินค้า LEX (Lazada Express) ส่งเร็ว
  • Global Collection - เชื่อมต่อกับ Alibaba สั่งสินค้าจากจีนได้

เหมาะกับ:

  • อิเล็กทรอนิกส์ สมาร์ทโฟน Gadget
  • เครื่องใช้ไฟฟ้า ของใช้ในบ้าน
  • สินค้าแบรนด์เนมและ Official Store
  • ร้านที่มีสินค้าราคา 1,000+ บาท

ข้อควรระวัง:

  • Traffic น้อยกว่า Shopee (ต้องมี Ads เสริม)
  • Commission สูงกว่า 3-8%
  • การอนุมัติสินค้าเข้า LazMall ยากกว่า

TikTok Shop - ดาวรุ่งแห่ง Live Commerce และ Viral Marketing

จุดแข็ง:

  • เติบโตเร็วที่สุด - ปี 2025 คาดว่าจะแซง Lazada ในไทย
  • TikTok Live - Conversion Rate สูงสุด ไลฟ์แล้วขายปัง
  • Viral ง่าย - คลิปดีๆ ปังได้ทันที ไม่ต้องมี Followers เยอะ
  • Affiliate ครีเอเตอร์ - ให้คนอื่นช่วยขาย ได้ Reach กว้าง

เหมาะกับ:

  • สินค้าที่ Demo ได้สวย (ความงาม อาหาร ไอเดีย DIY)
  • ร้านที่พร้อมทำ Live ตั้งแต่ 2-3 ครั้ง/สัปดาห์
  • สินค้าที่มีจุดขายชัดเจน (Unique Selling Point)
  • กลุ่ม Gen Z และวัยรุ่นที่ชอบความแปลกใหม่

ข้อควรระวัง:

  • ต้องสร้างคอนเทนต์บ่อย - ไม่โพสต์ ไม่มี Reach
  • ต้องลงทุนเรื่อง Hosting และการไลฟ์
  • นโยบายเปลี่ยนบ่อย - ต้องติดตามข่าวสาร
(TikTok Shop คาดว่าจะมี GMV 700-800 พันล้านบาทในไทยปี 2025)[HireGrowth]

จัดการสต็อกหลายช่องทางอย่างไรให้ไม่วุ่นวาย

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของ Multi-Platform = Inventory Chaos!

ปัญหาที่พบบ่อย:

  • ขายใน Shopee หมดแล้ว แต่ Lazada ยังแสดงว่ามีสินค้า → ลูกค้าสั่งแล้วต้องยกเลิก
  • อัปเดตสต็อกใน 3 แพลตฟอร์ม ใช้เวลาทั้งวัน → เสียเวลา เสี่ยงพลาด
  • แพ็คของผิด เพราะไม่รู้ว่า Order มาจากไหน → Negative Review ทะลัก

3 วิธีจัดการสต็อกแบบมืออาชีพ

1

ใช้ Inventory Management System (IMS) แบบ Cloud

ระบบจัดการสต็อกแบบรวมศูนย์ที่เชื่อมต่อกับทุกแพลตฟอร์ม ทำให้สต็อกซิงค์กันอัตโนมัติ

ระบบแนะนำ:

  • SHOPLINE - รองรับ Shopee, Lazada, TikTok Shop พร้อม POS
  • StoreHub - เหมาะกับร้านที่มีหน้าร้านจริงด้วย
  • Ginee - ฟีเจอร์ครบ Sync สต็อกเรียลไทม์ ราคาถูก
  • Lark Base (Custom) - สร้าง Dashboard เอง ฟรี แต่ต้องตั้งค่าเอง
2

แบ่ง Buffer Stock แต่ละแพลตฟอร์ม

ถ้ายังไม่พร้อมลงทุนระบบ ให้แบ่งสต็อกแต่ละแพลตฟอร์มชัดเจน เช่น:

ตัวอย่างการแบ่งสต็อก:

  • สต็อกรวม 100 ชิ้น → Shopee 50 ชิ้น, Lazada 30 ชิ้น, TikTok 20 ชิ้น
  • ทุกวันเช็คสต็อกคงเหลือ และปรับจำนวนในแต่ละแพลตฟอร์ม
  • ตั้งสต็อก Safety Stock 10-15% เผื่อกรณี Rush Order
3

ใช้ SKU Code เดียวกัน + Labeling System

สร้างระบบเก็บสินค้าที่ชัดเจน ใช้ SKU (Stock Keeping Unit) เดียวกันทุกแพลตฟอร์ม

วิธีทำ:

  • ตั้งรหัส SKU: SHIRT-RED-M-001 (ชนิด-สี-ไซส์-รหัส)
  • ติด Barcode/QR Code ที่กล่องสินค้า เพื่อแสกนเข้าคลัง-ออกคลัง
  • ใช้ Google Sheets/Excel ง่ายๆ หรือ Lark Base เพื่อติดตามสต็อก
  • ทุกครั้งที่ขาย → อัปเดตในระบบทันที

กลยุทธ์ตั้งราคาข้ามแพลตฟอร์ม: ขายที่ไหนให้ได้กำไร

ราคาเท่ากันทุกช่องทาง = ผิด! มาดูวิธีตั้งราคาที่ถูกต้อง

หลักการตั้งราคาแบบ Smart Pricing

1คำนวณต้นทุนแต่ละแพลตฟอร์ม

ต้นทุนที่ต้องนับ:

  • Commission (Shopee 2-5%, Lazada 3-8%, TikTok 2-6%)
  • Payment Fee (1-2%)
  • Logistics/Shipping (ถ้าร้านออกให้)
  • Packaging (กล่อง ถุง สติ๊กเกอร์)
  • ค่าแอดโฆษณา (ถ้ามี)

2ปรับราคาตาม Positioning

ตัวอย่าง:

  • Shopee: ราคาถูกที่สุด (สำหรับ Flash Sale)
  • Lazada: ราคากลาง + บริการดีกว่า
  • TikTok Shop: Bundle Deal (ซื้อ 2 ลด 30%)
  • Website ตัวเอง: ราคาเต็ม + Loyalty Points

ตัวอย่างการคำนวณราคาสินค้า 1 ชิ้น (ต้นทุน 100 บาท)

แพลตฟอร์มราคาขายCommissionShippingกำไรสุทธิ
Shopee149 บาท-6 บาท (4%)-20 บาท23 บาท
Lazada179 บาท-9 บาท (5%)-15 บาท55 บาท
TikTok Shop199 บาท-8 บาท (4%)-25 บาท66 บาท

*ตัวเลขเป็นตัวอย่างเท่านั้น อาจแตกต่างตามประเภทสินค้าและโปรโมชั่น

💡 เคล็ดลับ: ไม่จำเป็นต้องขายราคาเท่ากัน! ถ้าคุณสามารถ สร้างคุณค่าเพิ่ม ในแต่ละแพลตฟอร์ม (เช่น TikTok มี Tutorial สอนใช้ แต่ Shopee ไม่มี) ลูกค้าก็ยอมจ่ายแพงกว่าได้

ปรับคอนเทนต์แต่ละแพลตฟอร์มให้โดนใจ

Copy-Paste คอนเทนต์เดียวกันทุกช่องทาง = ผิดพลาดครั้งใหญ่!

Shopee

สไตล์คอนเทนต์

  • โปรโมชั่นใหญ่ - เน้นส่วนลด ฟรีส่ง Voucher
  • ภาพสีสันสดใส - ใช้สีส้ม เหลือง ตัวหนาเด้ง
  • ข้อความสั้น ชัดเจน - "ลด 50% วันนี้!"
  • Hashtag เยอะ - #ShopeeSale #ฟรีส่ง

ตัวอย่างชื่อสินค้า:

"🔥 ลด 50% เสื้อยืด Cotton 100% ฟรีส่ง เก็บเงินปลายทาง"

Lazada

สไตล์คอนเทนต์

  • เน้นคุณภาพ - Spec ละเอียด คุณสมบัติครบ
  • รูปสวย Professional - พื้นขาว แสงสว่าง
  • รีวิวลูกค้า - เน้น Social Proof
  • การันตี/Warranty - Official Store Badge

ตัวอย่างชื่อสินค้า:

"เสื้อยืด Premium Cotton 100% ระบายอากาศดี รับประกัน 1 ปี"

TikTok Shop

สไตล์คอนเทนต์

  • Storytelling - เล่าเรื่อง สร้าง Emotion
  • Video สั้น - 15-30 วินาที Hook แรงๆ
  • Trend + Sound - ใช้เพลงฮิต Challenge
  • UGC (User Content) - ให้ลูกค้าถ่ายรีวิว

ตัวอย่างชื่อสินค้า:

"เสื้อยืดที่คนดูไลฟ์ถามว่าซื้อที่ไหน! นุ่มมากจริงๆ"

กฎทอง: One Size Doesn't Fit All

แพลตฟอร์มต่างกัน = ผู้ชมต่างกัน = ภาษาที่ใช้ต่างกัน
การปรับคอนเทนต์ให้เข้ากับแต่ละช่องทาง จะช่วยเพิ่ม Conversion Rate ได้มากถึง 30-40%

โปรโมตข้ามแพลตฟอร์มอย่างไรให้ไม่กินกำไรตัวเอง

เล่นหลายช่องทาง แต่ไม่ให้แพลตฟอร์มแย่งกันเอง (Avoid Cannibalization)

ควรทำ (DO)

  • แบ่งโปรโมชั่นแต่ละช่องทาง

    Shopee: Flash Sale 9.9 | Lazada: ลด 200 บาท Voucher | TikTok: ซื้อ 2 ลด 30%

  • แบ่ง Exclusive Products

    สินค้าบางรุ่นขายแค่ TikTok, บางรุ่นขายแค่ Lazada

  • โปรโมตข้ามช่องทางแบบฉลาด

    "หาไม่เจอที่ Shopee? ลองดูที่ Lazada เรายังมีสต็อก!"

  • ใช้ Retargeting

    คนที่เข้าดู Shopee แต่ไม่ซื้อ → ยิง Ads ใน TikTok

ไม่ควรทำ (DON'T)

  • ลดราคาทุกช่องทางพร้อมกัน

    ทำให้ลูกค้ารอโปรโมชั่นเสมอ ไม่ซื้อราคาปกติ

  • ขายสินค้าเดียวกันทุกอย่าง

    ลูกค้าจะเลือกช่องทางที่ถูกที่สุด = War ราคาตัวเอง

  • โพสต์คอนเทนต์เดียวกันทุกที่

    ไม่เหมาะกับ Algorithm แต่ละแพลตฟอร์ม = Reach ต่ำ

  • ไม่ติดตาม Analytics

    ไม่รู้ว่าช่องทางไหนปัง ช่องทางไหนขาดทุน

รวบรวมข้อมูลจากทุกช่องทางให้อยู่ที่เดียว

ถ้าไม่รวมข้อมูล คุณจะไม่รู้ว่าธุรกิจกำลังไปทางไหน

ข้อมูลสำคัญที่ต้องติดตาม

ยอดขายและกำไร

  • Total Sales (GMV) แต่ละแพลตฟอร์ม
  • Net Profit (หักค่าคอมมิชชั่น)
  • Average Order Value (AOV)
  • Return Rate (สินค้าส่งคืน)

สต็อกและโลจิสติกส์

  • สต็อกคงเหลือแต่ละช่องทาง
  • Inventory Turnover Rate
  • Out of Stock Rate
  • Average Shipping Time

การตลาดและ ROI

  • Ad Spend แต่ละแพลตฟอร์ม
  • ROAS (Return on Ad Spend)
  • Customer Acquisition Cost
  • Customer Lifetime Value

เครื่องมือรวบรวมข้อมูล

Lark Base (แนะนำ)

สร้าง Dashboard รวมข้อมูลจากทุกช่องทาง ฟรี! ปรับแต่งได้ตามต้องการ

ดูวิธีสร้าง Dashboard
Power BI / Google Data Studio

สำหรับทีมที่ต้องการ Advanced Analytics และ Real-time Reporting

SHOPLINE / Ginee

มี Built-in Analytics Dashboard แบบครบวงจร พร้อม API Integration

Google Sheets (เริ่มต้น)

ถ้ายังไม่พร้อม ใช้ Sheets รวมข้อมูลก่อน ดีกว่าไม่ติดตามเลย

Action Plan: 7 ขั้นตอนเริ่มต้น Multi-Platform

ทำตามนี้ เริ่มขายหลายช่องทางได้ใน 2 สัปดาห์!

  1. 1

    วิเคราะห์สินค้าและกลุ่มเป้าหมาย

    ดูว่าลูกค้าของคุณอยู่แพลตฟอร์มไหนเยอะ อายุเท่าไหร่ ชอบซื้ออะไร

    วันที่ 1-2

  2. 2

    เลือก 2-3 แพลตฟอร์มหลัก

    อย่าเริ่มทุกแพลตฟอร์มพร้อมกัน! เลือกแค่ 2-3 ช่องทางที่เหมาะกับสินค้าของคุณ

    วันที่ 3

  3. 3

    ตั้งค่า Inventory System

    เลือกระบบจัดการสต็อก (Ginee, SHOPLINE หรือ Lark Base) และเริ่มเชื่อมต่อ

    วันที่ 4-5

  4. 4

    คำนวณราคาและกำไรแต่ละช่องทาง

    ใช้ตารางคำนวณต้นทุน + Commission + Shipping = กำไรสุทธิ

    วันที่ 6-7

  5. 5

    สร้างคอนเทนต์เฉพาะแต่ละแพลตฟอร์ม

    ถ่ายรูปสินค้าใหม่ เขียน Copywriting ที่เข้ากับแต่ละช่องทาง

    วันที่ 8-10

  6. 6

    เปิดขายและติดตามผล

    เริ่มขายใน 2-3 แพลตฟอร์ม พร้อมบันทึกยอดขายทุกวัน

    วันที่ 11-14

  7. 7

    วิเคราะห์และปรับปรุง

    หลังจาก 2 สัปดาห์ ดูว่าช่องทางไหนปัง ปรับกลยุทธ์ ทำซ้ำ

    สัปดาห์ที่ 3 เป็นต้นไป

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถามยอดฮิตเรื่อง Multi-Platform

Q1:ต้องขายทุกแพลตฟอร์มเลยไหม หรือเลือกได้?

ไม่จำเป็น! แนะนำให้เริ่มแค่ 2-3 แพลตฟอร์มที่เหมาะกับสินค้าของคุณก่อน เช่น ถ้าขายเสื้อผ้า เริ่มที่ Shopee + TikTok ก่อน รอจนเก่งแล้วค่อยขยายไป Lazada หรือ LINE Shopping ทีหลัง

Q2:จะจัดการสต็อกยังไงให้ไม่สับสน?

มี 3 วิธี: 1) ใช้ระบบ IMS แบบ Cloud (Ginee, SHOPLINE) ซิงค์สต็อกอัตโนมัติ 2) แบ่ง Buffer Stock แต่ละช่องทางชัดเจน 3) ใช้ SKU Code เดียวกัน + Google Sheets ติดตามแบบ Manual (เหมาะกับร้านเล็ก)

Q3:ขายราคาเท่ากันทุกแพลตฟอร์มได้ไหม?

ทำได้ แต่ไม่แนะนำ! แต่ละแพลตฟอร์มมี Commission และต้นทุนต่างกัน ถ้าขายราคาเดียวกัน อาจทำให้ช่องทางหนึ่งกำไรน้อยกว่าอีกช่องทาง แนะนำให้ปรับราคาตาม Positioning (Shopee ราคาถูก, Lazada ราคากลาง, TikTok ราคาพรีเมียม)

Q4:จะทำโปรโมชั่นพร้อมกันทุกช่องทางดีไหม?

ไม่ควร! เพราะจะทำให้แพลตฟอร์มแย่งลูกค้ากันเอง (Cannibalization) แนะนำให้แบ่งโปรโมชั่น เช่น Shopee: Flash Sale 9.9 | Lazada: Voucher 200 บาท | TikTok: ซื้อ 2 ลด 30%

Q5:ต้องจ้างคนเพิ่มไหมถ้าขายหลายช่องทาง?

ถ้าเริ่มต้น ไม่จำเป็น! คุณจัดการเองได้ โดยใช้ระบบช่วย (IMS, Dashboard) แต่ถ้ายอดขายโตเยอะ อาจต้องจ้าง 1) Admin ดูแล Order 2) Content Creator ทำคอนเทนต์ 3) Host ถ้าขายผ่าน Live

Q6:ควรใช้เว็บไซต์ตัวเองด้วยไหม?

ควร! แต่ไม่ต้องเริ่มตั้งแต่แรก รอจนขายใน Marketplace ได้ดีแล้ว (3-6 เดือน) ค่อยสร้างเว็บไซต์เอง เพื่อสร้าง Brand และลด Dependency กับแพลตฟอร์ม

Q7:ถ้าเวลาไม่พอ จะเลือกแพลตฟอร์มไหนดี?

เลือกแพลตฟอร์มเดียวก่อน ตามประเภทสินค้า: แฟชั่น/ความงาม → Shopee | อิเล็กทรอนิกส์/ของแพง → Lazada | สินค้าที่ต้อง Demo → TikTok Shop หากเก่งแล้วค่อยขยายช่องทางทีละอัน

Q8:จะวัดผลว่าแพลตฟอร์มไหนคุ้มค่ายังไง?

ดูจาก 3 ตัวเลข: 1) Net Profit (กำไรสุทธิหักต้นทุน) 2) ROAS (Return on Ad Spend) - ถ้าใช้โฆษณา 3) Time Spent vs Revenue - แพลตฟอร์มที่ใช้เวลาน้อยแต่กำไรดี = คุ้มค่าสุด

สรุป: Multi-Platform ไม่ใช่เรื่องยาก แค่มีแผน!

การขายหลายช่องทาง คือ กุญแจสำคัญ ที่จะทำให้คุณเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น แต่ถ้าทำแบบไม่มีระบบ อาจกลายเป็น ฝันร้าย ได้

จำไว้ว่า: One Size Doesn't Fit All
แต่ละแพลตฟอร์มมีจุดแข็งต่างกัน ปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม แยกโปรโมชั่น ปรับคอนเทนต์ และที่สำคัญ ติดตามข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ

เริ่มต้นจาก 2-3 แพลตฟอร์ม ทำให้เก่ง แล้วค่อยขยาย ไม่ต้องรีบร้อน เพราะ การทำดีในไม่กี่ช่องทาง ดีกว่าทำแย่ในหลายช่องทาง!

ต้องการความช่วยเหลือ Multi-Platform?

ถ้าคุณรู้สึกว่าจัดการหลายช่องทางเองไม่ไหว ต้องการระบบช่วยจัดการ หรือต้องการทีม Live Commerce มืออาชีพ HypeLive พร้อมช่วย!

บริการของ HypeLive:

Host + Moderator มืออาชีพ สำหรับ Multi-Platform
Dashboard ติดตามยอดขายจากทุกช่องทาง
กลยุทธ์คอนเทนต์เฉพาะแต่ละแพลตฟอร์ม
รายงานผลและข้อเสนอแนะการปรับปรุง

สุดท้ายนี้: ขอให้คุณขายปังทุกแพลตฟอร์ม ไม่มีช่องทางไหนกินกำไรกัน แต่ช่วยกันทำยอดขาย!

เครื่องมือจัดการ Multi-Platform

Multi-Platform Analytics Dashboard

ติดตามยอดขาย สต็อก และกำไรจากทุกช่องทาง

Multi-Platform Dashboard

คลิกเพื่อดู Dashboard แบบ Live →

บทความที่เกี่ยวข้อง

กลยุทธ์ Multi-Platform 2026 | ขายสินค้าหลายช่องทางให้ปัง